สิ่งที่ทาสแมวควรรู้ก่อนเลือกซื้อ อาหารแมว April 19, 2018

สิ่งที่ทาสแมวควรรู้ก่อนเลือกซื้อ อาหารแมว หลากหลายยี่ห่ออาหารน้องแมวเลยนะค่ะ ก่อนอื่นขออนุญาติแบ่งเป็นเกรดก่อนค่ะ
1 ) เกรด Commercial เป็นอาหารทั่วๆไป ใช้ของเหลือจากการผลิตอาหารคนมาทำเป็นอาหารสัตว์ ได้แก่พวกที่มีขายตาม supermarket ต่างๆเช่นยี่ห้อ “Tesco”,

2) เกรด Premium เกรดพรีเมียมจะราคาแพงกว่าเกรด commercial เพราะจะใช้วัตถุดิบดีขึ้นมาจากธรรมดา อาจจะใช้ By product บ้าง แต่หลักๆแล้ว แหล่งโปรตีน ควรจะมาจาก เนื้อสัตว์เป็นหลักแต่อาหารกลุ่มนี้จะต้องมี การ Guarantee ถึงปริมาณสารอาหารที่อยู่ในถุง และมีส่วนผสมครบถ้วนตามที่อ้างอิงไว้ทุกประการ มีการบอกอายุสินค้า (วันหมดอายุนั่นเองค่ะ)

3) เกรด Holistic อาหารเกรดนี้คือการใช้เนื้อสัตว์เป็นหลัก และเนื้อสัตว์ที่ใช้จะไม่ใช่วัตถุดิบเหลือจากการผลิต (By product) เช่น เนื้อไก่ก็เนื้อชิ้นๆ มาทำให้แห้งแล้วปรุง ไม่มีส่วนผสมของ หงอนไก่ ตูดไก่ กระดูกไก่ เครื่องในไก่ โดยการการันตี จะลึกกว่า ไม่วิเคราะห์แล้วโปรตีน มันหยาบไป นี่เลย เราเน้นที่ “กรดอะมิโน” ที่ร่างกายสัตว์จะได้จากการย่อยโปรตีน ว่าอาหารของเราเน้นแน่นอนว่าย่อยแล้วได้กรดอะมิโนที่สำคัญครบถ้วน มีการเติมสารอาหารที่เหมาะสม เช่นกลุ่ม DHT หรือโอเมก้า กรุ๊ปทั้งหลายทั้งปวง เติม prebiotic, probiotic ตามแต่บริษัทท่านจะสรรหามาให้ลูกค้าเลือกซื้อกันค่ะ

สิ่งต่อไปที่คุณควรรู้ก่อนจะอ่านฉลาก

อาหารสัตว์ในบ้านเรา มีทั้งผลิตในประเทศ และผลิตนอกประเทศ (นำเข้ามานั่นเอง) แต่สิ่งที่ต่างกันคือ อาหารสัตว์ที่นำเข้ามา จะมีการตรวจสอบโดย Association of American Feed Control Officials หรือ AAFCO ว่าอาหารสัตว์ยี่ห้อนั้นๆ มีรายละเอียดในถุง ตรงกับที่บ่งชี้ไว้ในฉลากอาหารหรือไม่ นัยว่าตรวจมาตั้งแต่อเมริกา ขึ้นเรือข้ามน้ำข้ามทะเลมาขาย แต่ของไทย ก็เหมือนจะมีการตรวจสอบเหมือนกัน โดยห้องวิจัยของแต่ละบริษัทตามลักษณะ QC นั่น แต่อย่านึกว่าอาหารผลิตในไทยจะไม่ดีไปซะหมด เท่าที่เคยใช้มาหลายยี่ห้อที่ผลิตในเมืองไทยถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุณภาพเหมาะสมกับราคาทีเดียว

ว่ากันต่อด้วยกลยุทธ์บนฉลากอาหารหมา อาหารแมว

ปกติในเว็บบอร์ดพวกสัตว์เลี้ยง เราจะเจอกระทู้ประมาณว่า “อาหารยี่ห้อไหนดีสำหรับน้องหมา น้องเหมียว” อยู่บ่อยๆ ปกติแล้วผู้บริโภคจะมีการซื้อสองแบบหลักๆ คือ

ถามเพื่อนหรือคนรู้จักเอาว่าอาหารยี่ห้อไหนดี แล้วก็เดินไปซื้อตามที่เพื่อนแนะนำมา ซึ่งจริงๆก็เป็นการเลือกที่ถูกต้องวิธีนึง แต่ก็อาจจะไม่ได้ดีไปทั้งหมด และอาจจะไม่ดีกับกระเป๋าของตัวเอง แต่บางครั้ง หลายยี่ห้อที่เพื่อนว่ามา เพื่อนเราก็จ่ายแพงเพื่อซื้อของคุณภาพ ธรรมดาเช่นกัน(ง่ายๆ ก็คือตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน) ดังนั้น ถ้าเกิดว่า ใครถามเพื่อนเอา ข้าม topic นี้ไปเลย เพราะ เราจะเน้นการอ่านฉลากและพิจารณาเอง

ฉลาก: ส่วนประกอบ

เวลาจะซื้ออาหารน้องหมา น้องเหมียว กวาดตาดูยี่ห้อแล้ว ไล่ดูฉลาก สิ่งที่พิจารณา จะมีอยู่ 2ส่วนใหญ่ๆ คือ

1) ส่วนที่เรียกว่า Guarantee analysis

2) ส่วนผสมที่อาหารสัตว์ใช้ (ingredient)

สองส่วนนี้ต้องดูประกอบกันเสมอ โดย guarantee analysis ก็คือปริมาณของ %protein, %fat, %fiber, %carbohydrate ของอาหารสัตว์ทั้งหมดนั่นเอง โดยปกติแล้ว อาหารเม็ดควรจะมี ความชื้นหรือ % moisture ต่ำกว่า 10 % ไม่อย่างนั้นมันจะขึ้นราได้ง่ายมาก

Ingredients หรือส่วนผสมในอาหาร จะต้องบรรจุส่วนผสมในอาหารเม็ดนั้น โดยการเขียนจะต้องเขียนโดยอิงตามน้ำหนักของส่วนประกอบที่มีมากที่สุดไปยังน้อยที่สุด

1.) ส่วนผสม (ingredient) ส่วนผสมหลักๆ จะเป็น 4 ตัวแรกเสมอค่ะ อย่างที่ยกตัวอย่างไปให้ดูตามภาพจะเห็นเลยว่า อันแรกคือ “ผลพลอยได้จากสัตว์ปีก” , ข้าว , โปรตีนสกัดจากพืช , ไขมันสัตว์(สัตว์ปีก,สุกร) ,ข้าวโพด และ อื่นๆ ส่วนประกอบที่น่าสนใจคือ น้ำมันปลา , ทอรีน , ลูทีน และ แอลคาร์นิทิน ส่วนผสมที่ไม่น่าพึงพอใจก็คือ สารถนอมคุณภาพอาหารสัตว์นั่นเองค้า

2.)เรามาดูกันต่อในส่วนของ คุณภาพของอาหารสัตว์ทางเคมี (Guarantee analysis)

โปรตีน 34%
ไขมัน > 16%
กาก 3,5%

ความชื้น < 8.5% ซึ่งส่วนนี้จะเห็นได้ว่า โปรตีนค่อนข้างสูง แต่ต้องพิจารณากันต่อดีๆอีกทีนะค่ะ ว่า โปรตีนที่ว่า นั่นมาจากอะไร ??? มาดูกันต่อในส่วนของสลาก อีกนิดนึงนะค่ะ คำว่า Meal หรือ ไม่มี meal แตกต่างกันตรงไหน Meal คือ เนื้ออบแห้งค่ะ ปกติแล้ว แหล่งโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ เวลาเราอ่านส่วนประกอบจะมีทั้ง Chicken meal, และ chicken ธรรมดาใช่ไหมคะ เนื้อสัตว์ที่ไม่มีคำว่า mealตามหลัง คือเนื้อสัตว์สดๆ ที่ไม่ได้ผ่านการอบแห้ง ถามว่าพอมันไปอยู่ตรงฉลาก แล้วมันเป็นเรื่องแท็คติกของผู้ผลิตตรงไหน?? ก็ตรงที่ว่า มันเป็นอาหารแห้งนะสิ!! แต่เล่นเอาเนื้อสดไปผสม มันก็ต้องผ่านการทำแห้งก่อน พี่แกเล่นคำนวณน้ำหนักก่อนทำแห้งของเนื้อไก่มา มันก็ต้องมากที่สุดล้ำหน้าน้ำหนักส่วนผสมอื่นๆ นะสิ !! น้ำหนักโปรตีน+น้ำก็จะหายไป ถึง หนึ่งในสามส่วน เทียบง่ายๆ ก็คือ 4 Chicken = 1 chicken meal ถือเป็นทริคทางการตลาดเล็กๆ น้อยๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นฉลากอาหารอยางเช่น Chicken, ground corn, rice, barley ให้โยน Chicken ที่อยู่จากอันดับ 1 ไปลงอันดับ 4 ได้เลย แล้วพิจารณา ว่า อาหารยี่ห้อนั้นใช้ ground corn เป็นส่วนประกอบที่เยอะที่สุดแทน จะรู้ได้ยังไงว่าอาหารที่เลือกไปให้น้องเหมียวเป็นอาหารที่ดี น้องแมวบางตัวเลือกรับประทานอาหารไม่เหมือนกันค่ะ ถึงได้มีหลายต่อหลายสูตรอาหารในท้องตลาดบ้านเรา บางตัวก็ไม่ย่อยโปรตีนที่ทำจากไก่ บางตัวก็แพ้ข้าวบาร์เล่ย์ เราจึงต้องคอยสังเกตุอาการของน้องแมวโดยมีข้อสังเกตุดังต่อไปนี้ค่ะ ดูผิวหนัง กับสุขภาพเส้นขน ปกติถ้าโปรตีนสามารถนำไปย่อยได้ดี ขนจะแสดงให้เห็นว่าเป็นเงาสวย ไม่ร่วงมากกว่าปกติ ผิวหนังจะสีชมพู ถ้าเมื่อไหร่ที่ขนเริ่มแห้งหรือร่วงมาก อาจจะแปลได้ว่า ดูดซึมอาหารพวกโปรตีนกับไขมันได้ไม่ดี ถ้าผิวหนังมีจ้ำแดง หรือมีอาการแพ้เป็นตุ่มหนอง ก็อาจจะเป็นได้ว่าแพ้อาหารชนิดนั้น ดูอึที่ออกมา ถ้าเกิดอึมีปริมาณเยอะกว่าอาหารที่กินเข้าไป หรือมีลักษณะเหลวๆ ต่างจากอุนจิปกติ แสดงว่าอาหารที่เหมียวหรือหมากิน มีการดูดซึมที่ไม่ดี อาจจะต้องลองเปลี่ยนอาหารดู ถ้าเกิดอึที่ออกมา ออกมาน้อยกว่าที่กินเข้าไปเยอะพอสมควร แถมไม่เหลว ดูสมเป็นอึ เก็บง่ายโกยง่าย แสดงว่าอาหารที่ให้มาดูดซึมได้ดีแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ รู้อย่างนี้แล้วลองใช้เวลายืนอ่านสักนิดนะค่ะ เพราะแมวแต่ละสายพันธุ์มีความต้องการไม่เหมือนกันค่ะ แตกต่างกันออกไป หากบ้านไหนเลี้ยงหลายสายพันธุ์ ก็จะมีผลิตภัณฑ์พิเศษเพิ่มมาดูแลเป็นจุดพิเศษที่เน้นๆ เช่นผิวหนัง ขน จะมีกลุ่มเซรั่ม วิตามินผสมอาหาร น้ำมันปลาแซวม่อน หรืออื่นๆ ท่านสามารถหาซื้อได้เช่นกันค่ะ

Categories: News